เจาะลึกธีมการลงทุนครึ่งหลังปี 2565 หุ้นไทยกลุ่มไหนฟื้นตัว
ผู้เชี่ยวชาญจากเวทีพีพีทีวีสัญจร “เจาะลึกหาคำตอบ การลงทุนครึ่งปีหลัง อะไรรุ่ง อะไรร่วง” เปิดเผย “ธีมการลงทุนหุ้นไทย” ในช่วงครึ่งหลังปี 2565
หมายเหตุ : ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส บริษัทโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ เปิดเผยธีมหรือเทรนด์หุ้นไทยที่น่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 นี้
โดยนายเทิดศักดิ์บอกว่า “ธีม” การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังนี้มีอยู่ประมาณ 3 ธีมหลัก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเปิดประเทศของไทย และผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่
“หนี้สิน-เงินเฟ้อ” ป่วนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เหมือนมีภาวะ “ลองโควิด”
ธีมที่ 1: การเปิดประเทศ
“ธีมแรกที่ชัด คือการเปิดประเทศการเปิดเมือง เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทำให้สามารถกลับมาทำธุรกิจได้เหมือนเดิม ถ้าเราคลายล็อก มันเหมือนทำให้ธุรกิจที่ปิดยู่กลับมาเดินได้อีกครั้ง” นายเทิดศักดิ์กล่าว
เขาเสริมว่า หุ้นไทยในธีมนี้ มีลักษณะคล้ายหุ้นพลิกฟื้น (Turnaround Stock) คือก่อนหน้านี้เคยถูกกดเอาไว้ด้วยสถานการณ์วิกฤตใด ๆ จนราคาตกหรือทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เมื่อกลับมาทำธุกิจได้ก็พลิกกลับมา
“หุ้นธีมเปิดเมืองมีอะไรบ้าง ง่าย ๆ คือ กลุ่มขนส่ง รถไฟฟ้า โรงแรม สนามบิน-การบิน โรงพยาบาลที่รับหรือให้บริการผู้ที่มาจากต่างประเทศ (Fly In) ธีมนี้จะชัดที่สุดและใหญ่ที่สุด ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม” รองกรรมการฯ เอเซีย พลัส กล่าว
ตลาดคริปโทฯ ดิ่งยกแผง ตื่นเงินเฟ้อสหรัฐฯพุ่ง บิตคอยน์ร่วงแตะ 25,700 ดอลลาร์
น้ำมันแพง! บขส.ยัน ไม่ขึ้นค่าโดยสาร-ไม่หยุดเดินรถ
ซึ่งในธีมเปิดเมืองนี้ หากระบุให้เจาะจงลงไป นายเทิดศักดิ์บอกว่า กลุ่มการท่องเที่ยวและการโรงแรมนั้น หุ้นของ MINT และ CENTEL ถือว่าน่าสนใจ จากการเปิดประเทศ
ส่วนกลุ่มการบิน แนะนำให้น้ำหนักกับธุรกิขสนามบินมากกว่าสายการบิน เพราะสนามบินโครงสร้างต้นทุนจะเป็นแบบต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) หากทำรายได้เพิ่มขึ้น ผลสุดท้ายกำไรจะมากกว่า
ขณะที่กลุ่มการขนส่ง รถไฟฟ้า นั้น นายเทิดศักดิ์มองว่า แนวโน้มการเติบโตเอียงไปทางหุ้น BEM ของบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) มากกว่า เพราะกำลังจะมีการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ซึ่งสายสีส้มจะเน้นรถไฟใต้ดินมากกว่า และจุดเชื่อมต่อการเดินทางก็เชื่อมกับรถไฟใต้ดิน MRT มากกว่า จึงประเมินว่าน่าจะมีโอกาสมากกว่าเจ้าอื่น
ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล เน้นให้ความสนใจโรงพยาบาลที่รับผู้ที่มาจากต่างประเทศ เพราะการเปิดประเทศทำให้จำนวนผู้รับบริการในกลุ่มนี้กำลังค่อย ๆ มา โดยหุ้นที่น่าสนใจ เช่น BDMS BH PR9
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสื่อ เช่น หุ้น MAJOR โรงภาพยนตร์เมเจอร์ รวมถึงพวกสื่อป้ายโฆษณานอกบ้านอย่างเช่น Plan B และบริการต่าง ๆ ที่เคยปิดหรือชะงักจะกลับมาก็ถือว่าอยู่ในธีมการเปิดเมืองนี้
ธีมที่ 2: รัสเซีย-ยูเครน
“ธีมที่สอง สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร และทำให้สินค้าบางอย่างเริ่มขาดแคลน ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมนี้อาจจะเป็นพวกธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)” นายเทิดศักดิ์บอก
โดยในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เองแนะโฟกัสไปที่กลุ่มอาหารลินค้าการเกษตร (Soft Commodity) เพราะมีความน่าสนใจจากสถานการณ์อาหารโลก สังเกตจากราคาสินค้ากลุ่มนี้ที่ไต่ระดับสูงขึ้นในช่วงนี้จากซัพพลายที่หายไปพอสมควร
ซึ่งที่ผ่านมาเรามักได้ยินข่าวบางประเทศประกาศระงับการส่งออกสินค้าอาหารและสินค้าการเกษตร เช่น ไก่มาเลเซีย ข้าวสาลีอินเดีย เป็นต้น เป็นเหตุให้ราคาอาหารพุ่งสูง
นอกจากนี้ นายเทิดศักดิ์ยังประเมินว่า หากเทียบสินค้ากลุ่ม Soft Commodity กับ Commodity กลุ่มน้ำมัน ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ธุรกิจน้ำมันน่าจะสามารถเปิดวาล์วเริ่มการผลิตใหม่ได้ง่าย แต่กลุ่มสินค้าอาหารและการเกษตรต้องใช้เวลานานกว่ามาก เช่น ข้าว ถ้าปลูกวันนี้ ต้องรอ 3 เดือน หรือยางพารากว่าจะได้น้ำยาง ดังนั้นจึงมีช่วงเวลาในการรอ การขยับขึ้นของ Room น่าจะชัดเจนกว่า ขณะที่ Downside ไม่น่าจะเกิดเร็วหรือในระยะสั้น
“กลุ่ม Soft Commodity อะไรที่อยู่ต้นน้ำมากที่สุด จะได้เปรียบที่สุด อย่างเช่น TFG CPF น้ำตาล KSL ก็ได้ หรือใครชอบยางพารา ไม่ไปทางถุงมือมาก แต่เป็นผู้ที่ทำสวนผลิตน้ำยางอย่าง NER ก็น่าสนใจ” นายเทิดศักดิ์กล่าว
ธีมที่ 3: การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
“ธีมสาม เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เช่น ภาคธุรกิจค้าปลีก อาจจะมี Room ในการขยับได้ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภาพรวมจะฟื้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีภาคการบริโภค ดังนั้น น่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นบริโภค เยียวยากลุ่มเปราะบาง คนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน มีโอกาสเห็นการกระตุ้นลักษณะนี้ในปีนี้อีก ที่จะทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นและเป็นผลบวกกับกลุ่มค้าปลีก” รองกรรมการฯ เอเซีย พลัส กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการเติบโตขึ้นในลักษณะ Same Store Sale Growth ในธุรกิจการค้าปลีกบางประเภท ซึ่งหมายความว่า ยอดขายรายได้ของร้านค้าสาขาที่มีอยู่เดิมยังเติบโตได้ดีอยู่
นายเทิดศักดิ์บอกว่า “ในกลุ่มค้าปลีก CPALL CRC น่าสนใจ เพราะยอด Same Store Sale พุ่งแรงทั้งคู่”
สรุปแนวโน้มการลงทุนหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2565
นายเทิดศักดิ์เตือนว่า การลงทุนไม่ใช่ว่าควรลงทุนในหุ้นทุกตัวหลายตัวแบบหว่านแห แต่เลือกเฉพาะหุ้นที่ศึกษาดีแล้วว่าน่าลงทุน โดยชี้ว่า หุ้นแต่ละส่วนแต่ละธีมที่ระบุไว้ข้างต้น เป็นกลุ่มที่เห็นการเติบโตในภาวะปัจจุบันในสายตานักวิเคราะห์การลงทุน แต่ผู้ลงทุนยังคงต้องมีการศึกษาด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ เอเซีย พลัส ยังแนะนำว่า ในพอร์ตการลงทุน 100 ส่วน ควรมีหุ้นไทย 25% หุ้นต่างประเทศ 30% ตราสารหนี้-พันธบัตร 15% ทางเลือกอื่นหรืออาจจะรวมถึงทอง 15% ส่วนที่เหลืออีก 15% ต้องมีเงินสดสำรองทั้งสิ้น (Cash Reserve) ไว้ด้วย แต่ไม่แนะนำการฝากออมทรัพย์ ให้ไปใส่ไว้ตาม Money Market ดีกว่า เพราะในภาวะนี้ ตลาดการเงินยังเหวี่ยงแรง ถ้าเกิดจำเป็นต้องแก้พอร์ตการลงทุน จะได้มีเงินพยุงพอร์ต หาดไม่มีอาจกลับตัวยากและเกิดความเสียหาย
นอกจากหุ้นไทยในประเทศแล้ว เวทีพีพีทีวีสัญจร “เจาะลึกหาคำตอบ การลงทุนครึ่งปีหลัง อะไรรุ่ง อะไรร่วง” ยังมีความเห็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้-พันธบัตร ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซีด้วย ซึ่งจะนำมาบอกต่อในโอกาสต่อไป
ซิตี้แบงก์คาดเงินเฟ้อไทยปีนี้พุ่ง 5.6% กนง.ขึ้นดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง
โควิดวันนี้ (13 มิ.ย. 65) ติดเชื้อใหม่ต่ำกว่า 2 พัน เสียชีวิต 15 ราย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB